วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2009

เวลาเป็นสิ่งมีค่า




นับจนถึงวันนื้ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ฉันอยู่บ้านมาได้รวม ๙ วันแล้ว
ถ้าลบวันที่ต้องออกไปนอกบ้าน อาจมีแค่ ๒-๓ วัน ที่ระบุได้ว่า อยู่บ้านจริงๆ
เป็นช่วงเวลาที่ยังน้อยเกินไปถ้าจะตอบคำถามว่า ทุกวันนี้ทำอะไรอยู่
แต่ถ้าถามว่า สบายดีไหม ตอบได้ทันทีอย่างไม่ต้องลังเลสงสัย ฉันสุขสบายดี
ตราบเท่าที่ยังไม่มีใครมากดดันเรื่องรายได้ที่หายไปแล้วเดือนกว่า
ช่วงนี้ก็ว่างเลยสิ เป็นอีกหนึ่งคำทักยอดนิยมที่ฉันได้ยินอยู่ทุกวี่วัน
จะบอกว่าว่าง ก็ใช่ว่าจะว่างนักหรอก มีสิ่งที่ควรทำอีกมาก
เพียงแค่แต่ละงานไม่มีใครมากำหนดเส้นตายให้ต้องเสร็จวันนั้นวันนี้


กิจวัตรประจำวันยังมิอาจะระบุได้แน่ชัด
เวลาตื่นยังไม่แน่นอน เวลาหลับก็ยังไม่เป็นนิจที่แน่ๆคือไม่เคยดึกพ้นเที่ยงคืน
กิจที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้างนั้น พอจะเล่าสู่กันฟังให้เห็นภาพ
อย่างเช่นเมื่อวาน
ฉันมีกำหนดตื่นนอนเช้าตรู่ เอาเข้าจริงถูกปลุกลุกจากเตียงเวลา ๕.๔๕ น.
ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัวเตรียมไปไร่ ระหว่างนั้นนั่งอ่านหนังสือรอพระบิณฑบาต
เมื่อตักบาตร กรวดน้ำแล้ว จึงได้ทานมื้อเช้า เก็บสำรับ ล้างจานชาม
ชงกาแฟ ยังไม่ทันได้ละเลียดกิน ก็มีภารกิจแรกต้องปฏิบัติเสียแล้ว
ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไรนักกับการขับรถปิคอัพไปส่งคนงานที่ไร่
ความขัดข้องหนึ่งเดียวที่มีอยู่บ้างก็เพราะเป็นรถเกียร์ธรรมดาที่ยังขับไม่ชินมือชินเท้าเสียทีนี่ล่ะ


ราวแปดโมงเช้า งานที่ไร่จึงเริ่มต้น โดยคนงานหกคนแบ่งหน้าที่กันเองเสร็จสรรพ
สามคนขนย้ายต้นกล้าปาล์มน้ำมันจากรถมาประจำแต่ละหลุมปลูก
อีกสามคนทยอยปลูกเรียงไปตามแถวของตน
หลุมปลูกอยู่ตรงไหนบ้างนั้น มีไม้หลักปักไว้ให้แล้ว
ก็ที่พ่อ แม่ และฉัน รวมสามแรงไปลงมือวัดไว้เมื่อสามวันก่อนนั่นเอง
ฉันเองเคยปลูกป่ามาก็หลายทีแล้ว ต่อให้เคยเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรแล้วก็เถอะ
แต่ยังไม่เคยมีความรู้และประสบการณ์เรื่องการวัดแนวปลูกและปักไม้หลักพวกนี้
เพิ่งมาได้ลงมือวัดทำเองกับมือก็คราวนี้ ไม่ได้เหนื่อยหนักอะไร แค่เนื้อตัวเกรียมแดดไปพอสมควร

หน้าที่ของฉันในวันนี้ แค่เพียงตรวจตราให้ปลูกตรงแถวตรงแนว ไม่ลึกเกิน ไม่ตื้นไป
โชคดีที่คนปลูกเป็นงานและรับผิดชอบดี จึงไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำอะไรให้มากนัก
ระหว่างเดินไปมาในไร่ จึงพบเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปลูก มิใช่เพียงกล้าปาล์มที่ลงดินแล้ว
แต่ยังหมายถึง ถุงดำ๑๒นิ้วของกล้าไม้ที่ถูกฉีกขาด และทิ้งไว้ข้างต้นทุกหลุมปลูก
พ่อแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่ฉันเพิ่มงานให้พวกเขาช่วยหยิบ ย้ายตาม รวบไว้ที่ต้นสุดท้ายของทุกแถว
ไม่ใช่เรื่องเหนื่อยยากนี่ เพราะส่วนที่แล้วไปแล้วกว่า ๓ ไร่ ฉันเดินเก็บเองได้ ทิ้งไว้ไม่เสียหายก็จริง แต่ไม่เกิดประโยชน์แน่
๑๐ โมงครึ่ง กล้าปาล์มก็ลงไปได้เกือบครึ่งพื้นที่แล้ว ส่วนที่เหลือพ่อบอกเดี๋ยวดูเองฉันกับแม่จึงได้กลับบ้านก่อน
กว่าจะถึงมื้อเที่ยง มีเวลาเหลือเฟือที่จะจัดการกับถุงดำที่เก็บมาได้เต็มกระสอบ
ฉันจึงเรีมงานเล็กน้อยด้อยมูลค่า ด้วยการใช้กรรไกรตัดแยก ทิ้งพลาสติกส่วนที่ฉีกขาด เก็บส่วนสภาพดี
ถังน้ำที่รองน้ำฝนได้วันก่อนถูกนำมาเป็นอุปกรณ์ชะล้างทำความสะอาดเศษดิน
ล้าง ตากแห้ง วิธีการเดียวกับเศษวัสดุเหลือจากการบริโภคทั่วไป
น้ำก็มี แสงแดดก็มี เหลือก็แค่แรงงาน และที่สำคัญคือเวลา
ฉันเวียนทำกระบวนการนี้ซ้ำๆจนถึงมื้อเที่ยง จัดการไปได้ไม่ถึงหนึ่งส่วนสามของกระสอบ
เหลือไว้เป็นกิจกรรมยามว่างในวันถัดไป

เที่ยงวันหลังมื้ออาหาร ถุงดำล้างสะอาดที่ตากไว้แห้งสนิท ถึงจะไม่เหมือนใหม่แต่ก็ยังใช้ประโยชน์ได้
จุดเทียนไขหนึ่งเล่ม ทุกอย่างก็พร้อมดัดแปลง
ถึงฉันจะไม่มีความรู้ว่ากว่าจะได้วัสดุพลาสติกพวกนี้มา มันผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง
นึกจินตนาการเอาเองแบบไม่ตีมูลค่า แน่ๆมันคงใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้แรงงานคน ใช้กำลังผลิตไปไม่น้อย
ถ้าคิดว่าถุงดำ ๔” ราคาไม่กี่สตางค์ สิ่งที่ฉันทำไม่มีวันเรียกได้ว่าคุ้ม
แต่ถ้ามองง่ายๆว่า ไม่ต้องมองไปไกลขนาดลดขยะ ลดภาวะโลกร้อนเหมือนกระแสโลกรณรงค์กันอย่างทุกวันนี้
ในเมื่อฉันไม่มีวันผลิตถุงพลาสติกใช้เองได้
การมีถุงดำไว้ใช้เพาะกล้าไม้คราวต่อไปโดยไม่ต้องเสียงสตางค์ซื้อหา ก็น่าจะเรียกได้ว่าคุ้มไม่ใช่หรือ
ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ ฉันก็มีถุงดำหลากหลายขนาดเก็บไว้ใช้เองในโอกาสถัดไป

เวลาเป็นสิ่งมีค่า
กลับมาบ้านฉันมีเวลามากพอที่จะทำเรื่องเล็กน้อยสารพัด
เป็นเรื่องน่าแปลก อยู่กรุง มีเวลา ๒๔ ชม.เท่ากัน แต่ไม่เคยพอใช้
เพราะอย่างนี้กระมัง หลายคนจึงใช้เวลาไปกับเรื่องที่ตัวเองเห็นว่าควรค่ามากกว่า
ที่ทำงานเดิมของฉันมีนโยบายการจัดการขยะที่ดี
สถานที่พร้อม สำหรับล้างเก็บ คัดแยก เพื่อให้ขยะนั้นเป็นประโยชน์ได้
ส่วนที่จะเหลือทิ้งไปกับ กทม. จริงแล้วไม่น่ามี ถึงมีบ้างก็น้อยนัก
แต่ทำไมล่ะ เปิดถังขยะนี้ทีไร ต้องมีของเป็นประโยชน์ที่คนไม่ยอมล้างเก็บปะปนอยู่เสมอ

เวลาเป็นสิ่งมีค่าสำหรับทุกคน และสำหรับหลายคนมันย่อมมีค่ามากกว่าขยะพวกนี้แน่แท้
เพราะอย่างนี้กระมัง คนเราจึงมักเอาเวลาอันมีค่าไปคิดการใหญ่และไกลตัว
แต่ละเลยเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ในวิสัยที่ตนทำได้เช่นเรื่องเล็กๆพวกนี้